Active Learning : Passive Learning

Active Learning : Passive Learning

Active learning และ Passive learning

 ต่างกันอย่างไร แบบไหนพัฒนาเด็กได้ดี

Active learning เป็นการเรียนที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมแล้วสรุปลงความเห็น รวบรวมข้อมูลข่าวสารพร้อมนำเสนอ

Passive learning เป็นการเรียนรู้ที่ผู้สอนบรรยาย ผู้เรียนนั่งฟัง (บางครั้งไม่สนใจรับฟัง) ผู้สอนพูดฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจข้อมูลย้อนกลับหรือการแสดงออกของผู้เรียนว่าเขาได้รับรู้หรือเข้าใจหรือไม่

การเรียนการสอนที่ผู้สอนแสดงฝ่ายเดียวโดยผู้เรียนนั่งนิ่งเฉย (Passive learning) ทำให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์จำนวนน้อยมาก ผู้เรียนที่ประสบผลสำเร็จในการเรียนแบบนี้จะเป็นผู้เรียนที่มีพื้นฐานความรู้เดิมดี มีความรับผิดชอบสูง ผู้เรียนลักษณะนี้จะสอนแบบไหน หรือให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เมื่อกำหนดเนื้อหาให้ก็จะเรียนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ การเรียนการสอนแบบนี้ผู้เรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถรับรู้เข้าใจสิ่งที่ผู้สอนบรรยาย ผู้เรียนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า ถึงจะมีการสอนแต่เหมือนกับไม่ได้เรียนไม่ได้สอน เข้าเรียนเพื่อได้เช็คชื่อพร้อมนั่งฟังแบบไม่ได้ยิน และไม่ได้สร้างองค์ความรู้ใด ๆเกิดขึ้นในสมอง

แต่นักเรียนไทยและผู้ครูไทยต่างคุ้นเคย เคยชินกับการเรียนการสอนแบบ Passive learning เพราะครูผู้สอนเคยเรียนมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนกระทั่งจบปริญญาเอก ส่วนใหญ่เรียนแบบนั่งฟังบรรยาย หรือถ้าทำการทดลองปฏิบัติการก็เรียนแบบได้รับการสาธิต เป็นผู้สังเกตการณ์ทดลองหรือเรียนแบบทำการทดลอง ตามคำบอกจากคู่มือปฏิบัติการ ครูส่วนใหญ่ฝังใจว่าการเรียนการสอนแบบ Passive learning เป็นการสอนที่มีมานานและถูกต้อง เมื่อมาเป็นครูจึงมีความถนัดที่จะนั่งคลิ๊กและบรรยายให้ผู้เรียนเป็นผู้นั่งฟังและชมเฉย ๆ หรืออย่างมากก็แค่จดบันทึกสั้น ๆ  ผู้เรียนก็เช่นเดียวกัน กระบวนการเรียนที่มีมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก็เป็นเช่นดังที่กล่าวมา หรือแม้แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยอาจารย์มหาวิทยาลัยยังสอนแบบบรรยาย สุดท้ายก็ได้แค่ความจำ

ผู้บริหารโรงเรียนต้องผลักดันให้ครูในโรงเรียนสอนแบบ Active learning โดยวิธีการเปลี่ยนแปลงการสอนจาก Passive learning เป็น Active learning โดยชี้แจงผู้เรียนและครูในโรงเรียนในการปฐมนิเทศก่อนเปิดภาคเรียนให้เกิดความตระหนักว่า การเรียนแบบ Active learning ส่งผลให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนจำนวนมาก  ครูต้องพยายามเปลี่ยนแปลงการสอนไปเป็นแบบ Active learning ผู้เรียนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 ต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือกับครูที่ใช้กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนมากกว่านั่งฟังและจดบันทึก  นั่นคือผู้เรียนควรได้ทำแบบทดสอบ ได้ซักถามได้อภิปราย ได้ตั้งปัญหา ออกแบบการทดลอง และตอบคำถามจากการสัมภาษณ์ของผู้สอน เพื่อผู้สอนจะได้วิเคราะห์ได้ว่าผู้เรียนมีปัญหา เข้าใจถูก เข้าใจผิดส่วนไหน อย่างไร เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการเรียนการสอนแบบ Active learning จะให้สัมฤทธิ์ผลนั้น ทั้งผู้เรียนและผู้สอนจะต้องทุ่มเทกำลังกาย กำลังความคิดมากขึ้นกว่าเดิม แต่ปัญหาที่พบคือทั้งผู้เรียนและผู้สอนไม่อยากทำเพราะเหนื่อยกว่าเดิม เพราะคลิ๊กแล้วบรรยายก็สบายอยู่แล้ว

แต่ขณะนี้ครูมีการประเมินผลการปฏิบัติงานก่อนเลื่อนเงินเดือนในส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ถ้าผู้บริหารแจ้งครูผู้สอนที่มีหลักฐานการทุ่มเทในการสอนแบบ Active learning และมีค่าตอบแทนเป็นเม็ดเงินจากภาระงานที่ทำ ก็จะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนจากการทำตามคู่มือปฏิบัติการมาเป็นการให้ผู้เรียนได้คิดตั้งปัญหา ออกแบบการทดลอง การนำเสนอ และการนำไปใช้ในชีวิตจริงต่อไป

กล่าวโดยสรุป Active learning เป็นกระบวนการเรียนที่มีการพัฒนาผู้เรียนตามสมรรถนะและคุณลักษณะของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานดีกว่า Passive learning

————