หลักสูตรฐานสมรรถนะ

หลักสูตรฐานสมรรถนะ

หลักสูตรฐานสมรรถนะ

 การจัดการศึกษาที่ผ่านมาของไทย ด้าน หลักสูตร การเรียนการสอน และการวัด ประเมินผล พบว่า การจัดการศึกษาด้อยคุณภาพ ทั้งด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลดูได้จากผลการทดสอบทั้งระดับชาติ (O-NET) ระดับนานาชาติ (PISA) เด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ต่ำมากเมื่อเทียบกับชาติต่าง ๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกัน รวมทั้งมีคุณลักษณะที่ไม่พึงประสงค์หลายประการ เช่น มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เก่งแบบเป็ด เรียนเพื่อสอบ ไม่มีความใฝ่เรียน ใฝ่รู้ และที่สำคัญไม่สนใจที่จะเรียนรู้  เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหา พบว่า มีปัญหามาจากหลักสูตร การเรียนการสอน และการวัดประเมินผลการเรียนรู้แบบเดิม หลักสูตร ขาดความยืดหยุ่น ไม่ทันความต้องการของโลกและสังคม ไม่ตอบสนอง ความต้องการของผู้เรียนและบริบทของชุมชน  การจัดการเรียนการสอน  ครูขาดทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ เกิดสมรรถนะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์


ความด้อยคุณภาพของนักเรียน จึงมีเหตุผลที่จะการปฏิรูปหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล ให้มีความเหมาะสมอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยยกระดับ คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน การปรับหลักสูตรให้เป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีศักยภาพที่จะตอบโจทย์ปัญหา รวมทั้งตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของโลกในศตวรรษที่ 21


หลักสูตรฐานสมรรถนะเป็นหลักสูตรที่มุ่งเป้าหมายการพัฒนา ไปที่ทักษะการทำได้ ไม่ใช่เพียงการมีความรู้เท่านั้น โดยจะระบุว่าผู้เรียน ในแต่ละช่วงวัยจะสามารถทำอะไรได้ กล่าวคือ ใช้ทักษะ (skill) เป็นตัวนำ โดยมีความรู้และเจตคติ/คุณลักษณะเป็นทัพหนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแตกต่าง จากหลักสูตรปัจจุบันที่ครูมักจะใช้ความรู้ (knowledge) เป็นตัวนำ ส่งผล ให้นักเรียนขาดโอกาสในการนำความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


 ข้อดีของ หลักสูตรฐานสมรรถนะ  

(1) ช่วยให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาสมรรถนะหลักที่สำคัญต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในโลก แห่งศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(2) ช่วยให้การจัดการเรียนรู้มุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาผู้เรียนให้เกิด สมรรถนะที่ต้องการ มิใช่เพียงการสอนเนื้อหาความรู้จำนวนมาก ซึ่งอาจไม่จำเป็น หรือไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียน

(3) ช่วยลดสาระการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้สถานศึกษามีพื้นที่ ในการจัดการเรียนรู้อื่นที่ตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน วิถีชีวิต วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และบริบทได้มากขึ้น

(4) ช่วยลดภาระและเวลาในการสอบตามตัวชี้วัดจำนวนมาก การสอบวัด สมรรถนะหลักของผู้เรียน ช่วยให้เห็นความสามารถที่เป็นองค์รวมของผู้เรียน

(5) ช่วยเอื้อให้สถานศึกษาสามารถออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับ ความต้องการและบริบทของตนได้โดยยึดสมรรถนะกลางเป็นเกณฑ์เทียบเคียง เป็นการส่งเสริมให้เกิดรูปแบบหลักสูตรที่หลากหลาย


คำสำคัญ

หลักสูตรฐานสมรรถนะเน้นการทำหรือการปฏิบัติ กระบวนการเรียนรู้   หลักสูตรปัจจุบันเน้นความรู้ (knowledge) เป็นตัวนำ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการรับความรู้ ซึ่งมีลักษณะเฉื่อย ไม่ตื่นตัว (passive) เป็นการรุกหรือการตื่นตัว ที่จะเรียนรู้ (active) คือ ผู้เรียนต้องเป็นผู้ดำเนินการเรียนรู้ เป็นผู้ลงมือทำต่อสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ อย่างแท้จริง


 การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ

การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ “เน้นการปฏิบัติ” โดยมีชุดของเนื้อหา ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการนำไปสู่สมรรถนะ ที่ต้องการ ในระดับที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้จริง เป็นการเรียนการสอน ที่มีการบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานใด งานหนึ่ง เพื่อนำไปใช้จนเกิดความสำเร็จในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรฐานสมรรถนะช่วยลด เนื้อหาที่ไม่จำเป็น เอื้อให้ผู้เรียน มีเวลาในการเรียนรู้เนื้อหาที่จำเป็นในระดับ ที่ลึกซึ้งมากขึ้น และมีโอกาสได้ฝึกฝน การใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะช่วย ให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะในระดับชำนาญหรือ เชี่ยวชาญ ผู้เรียนสามารถใช้เวลาในการเรียนรู้ และมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ ไปได้เร็ว – ช้า ตามความถนัดและความสามารถของตน


ครูผู้สอนต้องมีความชัดเจนว่าต้องการพัฒนาสมรรถนะอะไรให้แก่ ผู้เรียน คลี่สมรรถนะนั้น ๆ ให้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมและวิเคราะห์ว่าผู้เรียน จำเป็นต้องรู้อะไร (ความรู้) ต้องมีเจตคติ และคุณลักษณะอย่างไร และต้อง มีทักษะอะไรบ้างที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะตามที่ต้องการ จากนั้น จึงจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในเรื่องดังกล่าว โดยมีการส่งเสริมให้ผู้เรียน นำความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ไปใช้ในการปฏิบัติจริง ในสถานการณ์ต่างๆ ในการทำงาน และในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งเกิดเป็น สมรรถนะในระดับที่ต้องการ


นวทางการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ

นำสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาเป็นตัวตั้งและนำตัวชี้วัดที่สอดคล้องกันมาออกแบบการสอนร่วมกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหาสาระและทักษะตามที่ตัวชี้วัดกำหนด ไปพร้อม ๆ กันกับการพัฒนาสมรรถนะหลักที่ต้องการใช้กิจกรรม ในชีวิตประจำวันที่ทำอยู่แล้วใช้เป็นสถานการณ์ในการฝึกฝนสมรรถนะ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะที่ต้องการอย่างเป็นธรรมชาติและยังช่วย ปลูกฝังให้สมรรถนะมีความมั่นคงถาวรจากการปฏิบัติเป็นประจำด้วย


ขั้นตอนการดำเนินงาน

1. กำหนดสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาผู้เรียน

2. พิจารณาเนื้อหา สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรและตัวชี้วัด ที่สอดคล้องกับสมรรถนะที่เลือก

3. สำรวจกิจกรรมในชีวิตนักเรียน และจัดทำรายละเอียดของกิจกรรม ที่ทำในกิจวัตรต่าง ๆ และออกแบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมปกติ

4. ทบทวนกิจวัตรประจำวันของนักเรียนและวิเคราะห์ความสอดคล้อง กับเนื้อหาสาระ ความรู้ ทักษะที่กำหนดเป็นตัวชี้วัดของกลุ่มสาระ ต่าง ๆ

5. กำหนดแนวทางการปลูกฝังสมรรถนะที่สอดคล้องกับกิจวัตร ประจำวัน โดยสร้างความเชื่อมโยง กับเนื้อหาการเรียนรู้ ที่สัมพันธ์กัน มีความน่าสนใจ และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน

6. ออกแบบแผนการจัดการเรียนการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะ ให้ผู้เรียน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

7. กำหนดวัตุประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมให้ครอบคลุมสมรรถนะ โดยเน้นการสอนเชิงกลยุทธ์

8. กำหนดแนวทางการปลูกฝังสมรรถนะ คิดคำถามให้สอดคล้อง กับแนวคิด เนื้อหา และตั้งคำถามที่โต้แย้งได้เพื่อให้นักเรียน ได้ฝึกคิด

9. วางแผนการประเมินผลโดยเน้นสภาพจริง และตอบรับวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น

10. จัดทำเกณฑ์ระดับคุณภาพเพื่อใช้ในการประเมินสมรรถนะ ในชีวิตประจำวันของผู้เรียน

11. สอน ประเมินผล ซ่อมเสริมสมรรถนะผู้เรียน ปรับแผนระหว่างสอน และหลังสอน


การวัดและประเมินผลตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้อง กับหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยให้มีลักษณะสำคัญดังนี้

  1. การประเมินผลรวบยอดจะมุ่งวัดสมรรถนะที่เป็นองค์รวม ของความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ไม่ใช้เวลามากกับการสอบตามตัวชี้วัดจำนวนมาก
  2. วัดจากพฤติกรรม การกระทำ การปฏิบัติ ที่แสดงออกถึงความสามารถ ในการใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ตามเกณฑ์การปฏิบัติ (Performance Criteria) ที่กำหนด เป็นการวัดอิงเกณฑ์ มิใช่อิงกลุ่ม และมี หลักฐานการปฏิบัติ (Evidence) ที่ตรวจสอบได้
  3. ใช้การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) จากสิ่งที่ผู้เรียน ได้ปฏิบัติจริง และความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน เช่น การประเมินจากการปฏิบัติ (Performance assessment) การใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio Assessment) การประเมินตนเอง (Student Self-assessment) และการประเมินโดยเพื่อน (Peer Assessment)
  4. ใช้สถานการณ์เป็นฐาน เพื่อให้บริบทการวัดและประเมินเป็นสภาพจริง มากขึ้น เช่น เตรียมบริบทเป็นข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว สถานการณ์ จำลอง หรือสถานการณ์เสมือนจริงในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถประเมินได้ หลายประเด็นในสถานการณ์เดียวกัน
  5. ประเมินผู้เรียนไปตามลำดับขั้นของสมรรถนะที่กำหนด หากไม่ผ่านจะต้อง ได้รับการซ่อมเสริมจนกระทั่งผ่านจึงจะก้าวไปสู่ลำดับขั้นต่อไป
  6. การรายงานผลโดยการให้ข้อมูลพัฒนาการและความสามารถของผู้เรียน ตามลำดับขั้น ที่ผู้เรียนทำได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

—————————-

ขอบคุณข้อมูล  จาก  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา