การศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะ

การศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะ

การศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะ

จุดเน้นสมรรถนะที่เหมาะกับคนไทย  “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบันโลกของเรา มีข้อมูลข่าวสาร เกิดขึ้นอย่างมากมาย เด็กต้องมีความสามารถในการ เลือกใช้ข้อมูล ข่าวสาร ข้อเท็จ ข้อจริง ที่ได้รับจากสังคมและโลก Internet ซึ่งเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ มีทั้งดีและเลว สารพัด ผู้มีปัญญาเท่านั้น จึงจะรู้จักร่อนเอาของดีออกมา การเข้าใจหลักสูตรฐานสมรรถนะจำทำให้ครูไปสู่เป้าหมายที่จะพัฒนาผู้เรียน  การพัฒนาสมรรถนะแบบตะวันออกของเรามี  4 ประการ คือ

  1. พัฒนาสมรรถนะทางปัญญา
  2. พัฒนาสมรรถนะทางอารมณ์
  3. พัฒนาสมรรถนะทางสังคม
  4. พัฒนาสมรรถนะทางร่างกาย

1.พัฒนาการทางสติปัญญา Intellectual development เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางปัญญา Develop cognitive abilities สมรรถนะทางปัญญา เห็นได้จากพฤติกรรมของเขา คือ คิดเป็น รู้จักคิดเชื่อมโยงเหตุผล, ทำเป็น มีทักษะขั้นมืออาชีพ, เรียนรู้เป็น เลือกเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง, แก้ปัญหาเป็น การอยู่ร่วมกันการทำงานร่วมกันย่อมมีปัญหา ให้รู้จักการปัญหา และมีทัศนคติที่เป็นคุณต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์


2.พัฒนาการทางอารมณ์ Emotional development เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางอารมณ์ Improve emotional performance สมรรถนะทางอารมณ์ เป็นสิ่งสำคัญ พัฒนาสมรรถนะทางอารมณ์ทุกคนสามารถฝึกฝนตนเองได้ทุกคน ไม่จำกัดกาลเวลา โดยวิธีทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ แล้ว ฝึกสติ ตามแนวสติปัฏฐาน 4 (กายานุปัสนาสติปฏฐาน,เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน,จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน, และธรรมมานุปัสนาสติปัฏฐาน) แล้วตามด้วยการสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของเหตุที่นำไปสู่ผล


3.พัฒนาการทางสังคม Social development เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของตนเองและสังคม เพื่อสันติสุขของตนเอง สังคม, ประเทศชาติ และ โลกโดยส่วนรวม ทักษะทางสังคม สำคัญมากในการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นกฎกติกา  ทักษะทางสังคม “เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกผ่านคำพูด สีหน้า ท่าทาง ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลทางสังคมได้ เช่น เรายิ้ม เพื่อนก็จะยิ้มตอบ ทักษะทางสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น


4.พัฒนาการทางร่างกาย Physically development เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางร่างกาย ให้มีความพร้อมสมบูรณ์ดี มีความสุข และแข็งแรง


สมรรถนะ 6 ประการที่หลายคนกำลังทำกัน มันมาจากตะวันตก เราอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรทำแบบตะวันออก จะทำให้ครูสามารถนำลงสู่การปฏิบัติได้ง่ายเป็นรูปธรรม ไม่ต้องไปตีความให้วุ่นวายเป็นลิงแก้แห  โดยให้ใช้หลักการเรียนรู้ แบบองค์รวมผ่านกิจกรรมค่ายคิดวิเคราะห์ทำให้ครูและนักเรียนได้ฝึกฝนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ฝึกทำงานร่วมกัน การวางแผน แบ่งงาน เตรียมงาน สรุปแก้ปัญหาต่างๆ  นำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน มาใช้ในการทำงาน ฝึกทักษะคิด ให้เป็นทักษะสื่อสาร  ตามหลักการวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ของการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21


1.การเรียน  เน้นให้ผู้เรียนใช้ประสบการณ์ การเรียนรู้ของตนเอง สร้าง และปรับใช้ความรู้ เปิดโอกาสให้เขาได้แสดง ด้วยการลงมือทำให้เห็นจริงๆ ครูเป็นที่ปรึกษา ในฐานะ Coaching and Mentoring เพื่อพัฒนา ต่อยอด ทักษะ ความรู้ความเข้าใจ และทัศนคติในการทำงาน ซึ่งเป็นสมรรถนะอันพึงปรารถนาของการศึกษาแบบพัฒนาสมรรถนะ

2.การประเมิน  ประเมินจาก 3 ด้านเป็นรายบุคคล  ด้านข้อเท็จจริง ความรู้สึกนึกคิด และทักษะกระบวนการ ประเมินจากการปฏิบัติจริง เป็นประสบการณ์เชิงบวก และเสริมสร้างศักยภาพที่ตรงประเด็นของแต่ละคน ว่า เขามีสมรรถนะที่ดีหรือควรแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น  เขาได้รู้ซึ้งด้วยตัวของเขาเอง ก็จะได้รับการตอบสนองอย่างทันท่วงที เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตได้จริงต่อไป ตามบุคลิกและความเป็นไปได้ของแต่ละคน


3.ผู้เรียน ความก้าวหน้าของผู้เรียนขึ้นอยู่กับ“ทักษะ Skill”ที่เพิ่มขึ้น  ไม่ใช่ “มีเวลาเรียนตามกรอบเวลาของหลักสูตร” หรือการเขียนตอบในกระดาษคำตอบ

4.การเรียนการสอนของโรงเรียน  การเรียนรู้แบบพัฒนาสมรรถนะ Competencies Based Learning (CBL) จะเกิดขึ้นได้เมื่อโรงเรียนได้รับอิสระภาพที่จะบริหารตนเอง ในรูปแบบโรงเรียนเป็นฐานในการบริหารตนเอง School Based Management (SBM) มีอิสระในการบริหารงานวิชาการ,อิสระในการบริหารงบประมาณ, อิสระในการบริหารงานบุคคล และอิสระในการบริหารงานทั่วไป


5. ผู้บริหารและครู ต้องเข้าใจ ว่า มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาได้ ควรให้โอกาสแก่คนผู้ใฝ่ดี ยอมรับความดีงามของคน

6.เกณฑ์การจบ,มาตรฐานสมรรนะทางวิชาการ,ทักษะ,และทัศนคติเป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะที่เหมาะสมกับประเทศไทย ควรมี 3 ส่วนประกอบกัน คือ 1.ส่วนที่เป็นแกนกลาง, 2.ส่วนของท้องถิ่น,และ 3.ส่วนที่เป็นวิชาชีพตามความสมัครใจ แค่นี้ก็ไปถึงฝันครับ