หลักสูตรฐานสมรรถนะ / Competency – Based Curriculum

หลักสูตรฐานสมรรถนะ / Competency – Based Curriculum

หลักสูตรฐานสมรรถนะ

(Competency – Based Curriculum : CBC)


หลักการสำคัญของหลักสูตรสมรรถนะ

  1. เป็นหลักสูตรที่ใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcomes – Based)

  2. เป็นหลักสูตรมีสมรรถนะเป็นเป้าหมาย (Competency Outcomes) ในการพัฒนาผู้เรียน

เป็นหลักสูตรฐานปฏิบัติที่มุ่งสู้การทำได้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะที่สำคัญและจำเป็นให้แก่ผู้เรียน


  1. เป็นหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ( Learner Centric ) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจ

ความถนัดและก้าวหน้าไปตามความสามารถ รวมทั้งพัฒนาตนเองสู่ความเชี่ยวชาญ มุ่งพัฒนาศักยภาพ

ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล (Personalization) ให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเก่งในแบบของตนเองได้ ใช้ความเก่ง

อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสังคม “หาตัวเองให้พบ ค้นตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้คุ้ม คุมตัวเองให้อยู่ รู้ตัวเองให้จริง”


  1. เป็นหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้เรียน มีความหมายต่อผู้เรียนและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง

  2. เป็นหลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมที่แตกต่างกันของผู้เรียน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรม

การดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ของผู้เรียน


  1. เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ มุ่งพัฒนาการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม

(Holistic Learning ) ช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น


  1. เป็นหลักสูตรที่ยึดหยุ่น (Adaptive) สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

และความก้าวหน้าทางวิทยาการ ผู้เรียนและครูสามารถศึกษาต่อยอดความรู้ไปเรื่อย ๆ



 แนวคิดและความหมายของสมรรถนะ

 สมรรถนะ คือ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถของบุคคลในการทำงาน การใช้ชีวิตและการแก้ปัญหาในหลากหลายสถานการณ์ได้สำเร็จ โดยการนำความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณลักษณะต่างๆ มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับบริบทแวดล้อม


A: Attitude (ทัศนคติ) เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้บุคคลสามารถใช้ K : Knowledge (ความรู้) และ S : Skill (ทักษะ) ในการปฏิบัติงานให้สำเร็จ

อดีต          K         S         A       สู่ความสำเร็จ

ปัจจุบัน      A         S         K       สู่ความสำเร็จ


“สมรรถนะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการทำงานที่ดีกว่าเชาว์ปัญญา” เพราะผู้เรียนที่เรียนเก่งอาจไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานเสมอไป แต่อยู่ที่สมรรถนะสูงและหลากหลายสามารถประยุกต์ใช้หลักการ วิธีการทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่องานที่ทำ มักประสบความสำเร็จในการทำงาน

David C. McClelland

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


ความแตกต่างระหว่างหลักสูตรอิงมาตรฐานและหลักสูตรฐานสมรรถนะ

หลักสูตรอิงมาตรฐาน

(Standard – Based Curriculum)

หลักสูตรฐานสมรรถนะ

(Competency – Based Curriculum)

1. เป็นหลักสูตรที่ระบุว่า ผู้เรียนควรรู้อะไรและทำอะไรได้ ตามมาตรฐานและตัวชี้วัดที่กำหนด เป็นหลักสูตรที่มุ่งให้ผู้เรียน ทำอะไรได้ ตามมาตรฐานสมรรถนะและตัวชี้วัดเชิงสมรรถนะที่กำหนด
2. จุดเน้น คือ ความรู้ จุดเน้นอยู่ที่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณลักษณะในการปฏิบัติงานและสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตจริงที่มีความหมายต่อผู้เรียน
3. จุดเน้นอยู่ที่ การรู้ จุดเน้นอยู่ที่ การปฏิบัติ/การกระทำ
4. เน้นที่ ความรู้และทักษะ ซึ่งเป็นตัวป้อน/ปัจจัย เน้นที่ สมรรถนะ ซึ่งเป็นผลผลิต/ผลลัพธ์
5. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้โดยไม่มีพันธะรับผิดชอบหรือวิธีการเฉพาะที่จะทำให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมาย มีพันธะรับผิดชอบในการบรรลุเป้าหมายของผู้เรียนทุกคนอย่างชัดเจน
6. ไม่เอื้อต่อการสอนแบบองค์รวม เนื่องจากมีตัวชี้วัดจำนวนมากที่ต้องวัดและประเมินผล เอื้อและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม (ห้องเรียนคิดวิเคราะห์) ที่มุ่งให้เกิดสมรรถนะ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะต่าง ๆ ในงานอย่างเป็นองค์รวม
7. การเรียนการสอนเป็นแบบรวมกลุ่มทั้งห้อง การเรียนการสอนสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะตน
8. ผู้เรียนทุกคนใช้เวลาเรียนเท่ากันหมดทุกคน ผู้เรียนใช้เวลา มาก – น้อย ได้ตามความถนัดและความสามารถของตน
9. ผู้เรียนเลื่อนชั้นไปตามเวลาที่กำหนดให้ การเรียนรู้มีลักษณะเป็น Mastery Leaning คือ ผู้เรียนจะต้องประสบผลสำเร็จในแต่ละขั้นตอนก่อนจะก้าวไปสู่ขั้นต่อไป
10. ครูมีบทบาทเป็นผู้สอน จัดกิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผล ครูมีบทบาทเป็นผู้ชี้แนะ ผู้ฝึก ผู้อำนวยความสะดวก ติดตาม ให้ข้อมูลป้อนกลับและประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียน
11. เป็นหลักสูตรอิงเวลามีการกำหนดเวลาที่ตายตัวในการจบหลักสูตร เป็นหลักสูตรอิงความสำเร็จ คือใช้ความสำเร็จเป็นตัวกำหนดเวลาจบบทเรียน
12. เน้นการประเมินรวบยอด เพื่อให้ระดับผลการเรียน เน้นการประเมินเพื่อพัฒนา เพื่อให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้
13. กำหนดให้มีการประเมินตามตัวชี้วัด เน้นการประเมินผลลัพธ์ที่เป็นองค์รวม

การเรียนการสอนหลักสูตรฐานสมรรถนะ

(Competency – Based Instruction : CBI)


หลักการและแนวทางของการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ


  1. มีการกำหนดสมรรถนะที่ต้องการอย่างชัดเจน ทั้งผู้เรียนและผู้สอนรับรู้และเข้าใจตรงกัน

  2. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนและเลือกเส้นทางของการเรียนรู้ของตนเองได้และมีการเสริมสร้าง

ความรู้สึกนึกคิด (Attitude) สร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ กระตุ้นความสนใจ ใฝ่รู้ สร้างความรู้สึก

เป็นเจ้าของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำตนเองและกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้


  1. มีงาน/สถานการณ์/โจทย์/ปัญหา ที่สามารถใช้สร้างสมรรถนะผู้เรียนตามที่กำหนดและมีสระ K S A

(Knowledge Skill Attitude) / ชุดความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานนั้น ๆ ให้สำเร็จ


  1. มีกิจกรรมการเรียนรู้เชิงลึก ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบรู้จริงและสามารถประยุกต์ใช้ K S A

ในสถานการณ์ต่าง ๆ


  1. มีการบูรณาการในการเรียนการสอน ทั้งบูรณาการ K S A การบูรณาการสมรรถนะ กระบวนการสาระ

จากศาสตร์ต่าง ๆ และการบูรณาการ การประเมินในกระบวนการเรียนการสอน


  1. มีการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงานจริง ได้เผชิญสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรคที่ท้าทาย และได้มีโอกาส

ประยุกต์ใช้  K S A ในการทำงานจนประสบผลสำเร็จ


  1. มีการจัดการเรียนการสอนสนองความแตกต่าง (Differentiated Instruction) เพื่อช่วยลดความเลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน

การวัดและประเมินฐานสมรรถนะ (Competency – Based Assessment : CBA)

หลักการและแนวทางของการวัดและประเมินฐานสมรรถนะ

  1. ให้ประเมินเพื่อพัฒนา โดยถือว่าการประเมินเป็นกิจกรรมในกระบวนการเรียนการสอนตามปกติ ผู้เรียน มีการประเมินตนเองระหว่างเรียน เพื่อนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงวิธีการเรียนรู้ของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ครูสังเกตและเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงการสอนของตนเอง และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ดีขึ้น

  2. การประเมินเพื่อพัฒนาใช้วิธีการประเมินตามสภาพจริง จากสิ่งที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง เช่น จากแฟ้มสะสมงาน จากชิ้นงาน จาการปฏิบัติงาน รวมไปถึงประเมินตนเองและการประเมินโดยเพื่อน

  3. การประเมินตัดสินผล จะมุ่งวัดสมรรถนะองค์รวม ที่แสดงถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้ K S A ในการปฏิบัติงานในสถานการณ์ต่าง ๆ

  4. การประเมินเพื่อตัดสินผล เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวัดจากพฤติกรรม การกระทำ การปฏิบัติของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้ K S A ตามเกณฑ์การปฏิบัติและหลักฐานการเรียนรู้อื่น ๆ เป็นการประเมินแบบอิงเกณฑ์ไม่ใช่อิงกลุ่ม โดยผู้เรียนรับรู้เกณฑ์การประเมินตั้งแต่ต้น

  5. การประเมินฐานสมรรถนะ มีการใช้สถานการณ์เป็นฐาน เพื่อให้บริบทการประเมินเป็นสภาพจริงมากขึ้น

  6. ผู้เรียนจะได้รับการประเมินเมื่อพร้อม หากไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เรียนจะต้องได้รับการสอนซ่อมเสริม หรือได้รับการช่วยเหลือด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของผู้เรียน จนสามารถผ่านได้ตามเกณฑ์ จึงจะก้าวไปสู่การเรียนรู้ในขั้นหรือระดับที่สูงขึ้น

  7. การรายงานผล เป็นการให้ข้อมูลพัฒนาการของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนตามความเป็นจริงอย่างรอบด้าน ซึ่งแต่ละสถานศึกษาสามารถพัฒนาขึ้นตามความเหมาะสมกับหลักสูตรสถานศึกษา

ที่มา ดร. ทิศนา แขมมณี และคณะ

ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม